เครื่องอุปกรณ์วัดหลายชนิด และภาระหน้าที่ของเซ็นเซอร์ต่างๆ รวมไปถึงกิจธุระของวัตถุนั้นด้วย

มาตรฐาน

Ultrasonic Sensor หมายความว่า คลื่นเสียงที่มีความถี่สูงเกินกว่าที่หูมนุษย์จะได้ยิน โดยทั่วไปแล้วหูของมนุษย์โดยเฉลี่ยจะได้ยินเสียงสูงถึงเพียงแค่ประมาณ 15 KHz เท่านั้น แต่พวกที่อายุยังน้อย ๆ อาจจะได้ยินเสียงที่มีความถี่สูงกว่านี้ได้ ดังนั้นปกติแล้วคำว่าอัลตร้าโซนิคจึงมักจะหมายถึงคลื่นเสียงที่มีความถี่สูงกว่า 20 KHz ขึ้นไป จะสูงขึ้นจนถึงเท่าใดมิได้ระบุจำกัดเอาไว้

ตัวการที่มีการนำเอาคลื่นย่านอัลตร้าโซนิคมาใช้ก็เพราะว่าเป็นคลื่นทีมีทิศทางทำให้เราสามารถเล็งกระแสเสียงไปยังเป้าหมายที่ต้องการได้โดยเจาะจง เรื่องนี้เป็นคุณสมบัติของคลื่นอย่างหนึ่ง ยิ่งคลื่นมีความถี่สูงขึ้นความยาวคลื่นก็จะยิ่งสั้นลง ถ้าความยาวคลื่นยาวกว่าช่องเปิด ( ที่ให้เสียงนั้นออกมา )ของตัวกำเนิดเสียงความถี่นั้นเช่น คลื่นความถี่ 300 Hz ในอากาศจะมีความยาวถึงประมาณ 1 เมตรเศษ ๆ ซึ่งจะยาวกว่าช่องที่ให้คลื่นเสียงออกมาจากตัวกำเนิดเสียงปกติมากมายคลื่นจะหักเบนที่ขอบด้านนอกของตัวกำเนิดเสียงทำให้เกิดการกระจายทิศทางคลื่นแต่ถ้าความถี่สูงขึ้นมาอยู่ในย่านอัลตร้าโซนิค อย่างเช่น 40 KHz จะมีความยาวคลื่นในอากาศเพียงประมาณ 8 มม. เท่านั้นซึ่งเล็กกว่ารูเปิดของตัวที่ให้กำเนิดเสียงความถี่นี้มากคลื่นเสียงจะไม่มีการเลี้ยวเบนที่ขอบจึงพุ่งออกมาเป็นลำแคบ ๆ หรือที่เราเรียกว่า “มีแนว”

การมีแนวของคลื่นเสียงย่านอัลตร้าโซนิคทำให้เรานำไปใช้งานได้หลายอย่าง Ultrasonic Sensor เช่น นำไปใช้ในเครื่องสั่งงานระยะไกล (Ultrasonic Sensor) เครื่องล้างอุปกรณ์ (Ultrasonic Sensor) โดยให้น้ำสั่นที่ความถี่สูง เครื่องวัดความหนาของวัตถุโดยสังเกตระยะเวลาที่คลื่นสะท้อนกลับมา เครื่องวัดความลึกและทำผังใต้ท้องทะเล ใช้ในเครื่องหาตำแหน่งองค์บางส่วนในร่างกาย ใช้ทดสอบการรั่วไหลของท่อ เป็นต้น โดยความถี่ที่ใช้ขึ้นอยู่กับการใช้งาน เช่น คลื่นเสียงต้องเดินทางผ่านอากาศแล้ว ความถี่ที่ใช้ก็มักจะจำกัดอยู่เพียงไม่เกิน 50 KHz เพราะที่ความถี่สูงขึ้นกว่านี้อากาศจะดูดกลืนคลื่นเสียงเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ระดับความแรงของคลื่นเสียงที่ระยะห่างออกไปลดลงอย่างรวดเร็ว ส่วนการใช้งานด้านการแพทย์ซึ่งต้องการรัศมีทำการสั้น ๆ ก็อาจใช้ความถี่ในช่วง 1 MHz ถึง 10 MHz ขณะที่ความถี่เป็น GHz ( 109 Hz ) ก็มีใช้กันในหลายๆ การใช้งานที่ตัวกลางที่คลื่นเสียงเดินทางผ่านไม่ใช่เช่นนั้นโพยมัน

เซ็นเซอร์ตรวจจับด้วยพลังงานเสียง(Ultrasonic Sensor)
อัลตราโซนิกเซ็นเซอร์ส่งเค้าพัลส์ของพลังงานซึ่งเป็นการเดินทางของความรวดเร็วเสียง การลดทอนของพลังงานที่ถูกสะท้อนกลับมาจากวัตถุเสียงนี้เป็นการสะท้อนกลับจากวัตถุแล้วเดินทางกลับไปยังเซ็นเซอร์ โดยการตรวจจับกาลเวลาที่ใช้ในการดำเนินไปกลับของเสียงเมื่อมีการตกกระทบจากวัตถุแล้วนำมาคำนวณเป็นระยะทาง

รายการการผัดที่ใช้กับเครื่องบังคับการความชื้น

มาตรฐาน

สินค้า Lot ใหม่ที่มาถึงนี้ ผมได้ติดเขี้ยวเล็บให้กับ VM80 เครื่องใช้ไม้สอยตัวนี้เพิ่ม โดยการขอให้ทางโรงงานที่ผลิต ช่วยเขียนโปรแกรมการหน่วงเวลามาให้เพิ่มขึ้น จึงทำให้ VM80 เครื่องควบคุมความชื้นตัวเล็กแต่พลังใหญ๋เกินตัวรุ่นนี้ ก้าวข้ามขึ้นมาเทียบรุ่นกับเครื่องควบคุมอุณหภูมิความชุ่มชื้นรุ่นใหญ่ที่มีราคาแพงได้ทุกรุ่น เพราะการเพิ่มโปรแกรมเลื่อนทำงานของช่องสั่งการ AL1 AL2 นี้ จะมีเนื้อๆในตัว VM80 แต่ว่าราคาเท่าเดิมครับ เพื่อให้เป็นการเก็บ คุ้มค่าเงินของผู้ที่กำลังจะปลงใจมาใช้ VM80 เท่านั้น ซึ่งรุ่นที่เพิ่มเติมโปรแกรมเลื่อนรุ่นนี้มีจำนวนที่สั่งเข้ามาไม่มากนัก หากว่าคนที่กำลังจะตัดสินใจซื้อเครื่องควบคุมความชื้นที่จะนำไปเพื่อใช้ควบคุมลักษณะภูมิอากาศในบ้านนก และช่วงนี้ได้เริ่มก้าวเข้าฤดูร้อนแล้ว อย่าได้นั่งนอนใจ

โปรแกรมการหน่วงเวลานี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้มากหน้าหลายตาขึ้นกว่าเดิม มีความยืดหยุ่นสูง โดยมีหลักงานการดังต่อไปนี้คือ เมื่ออุณหภูมิหรือความชื้นถึงจุดที่ช่องสั่งการ AL1 AL2 จะทำงาน หากว่าเป็นรุ่นเก่า VM80 จะสั่งการทำงานตรงเข้าไปที่เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆทันที สั่งงานอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เป็นมื้อเป็นคราวไม่สามารถกำหนดการทำงานก่อนหลังของอุปกรณ์นานาได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเรื่องนี้เคยเป็นข้อด้อยที่ผมต้องการปรับปรุง จึงได้พูดคุยกับโรงงานอยู่นาน โดยพยายามควบคุมเรื่องราคาไม่ให้เพิ่มขึ้นจนเป็นการผลักภาระให้กับผู้ใช้ ซึ่งทางโรงงานมีค่าใช้จ่ายในการเขียนโปรแกรมใหม่ แต่ด้วยความร่วมมือพร้อมใจของทั้งทางโรงงานและผม จึงได้มีข้อสรุปว่าให้สั่งของในจำนวนมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เพื่อที่จะเข็นเอาโปรแกรมนี้ออกมาให้ได้ และสามารถตอบสนองกับความต้องการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิม และสามารถจัดลำดับการทำงานของเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆได้เครื่องควบคุมความชื้นอย่างเช่น

หากว่าท่านต้องการเปิดพัดลม เพื่อกวนอากาศ ทำให้เกิดการไหลเวียนอากาศ เพิ่มการกระจายตัวของความชื้นจากจุดที่ตั้ง Blade หรือระบบ Nozzle (ในพื้นที่จะเรียกว่าระบบ รางน้ำ) ให้กระจายความชื้นไปทั่วบ้าน ภายหลังจากที่เครื่องทำความชื้นได้เพิ่มปริมาณความชื้นภายในบ้านขึ้นมาจนถึงระดับ 85 % แล้ว จากนั้นพัดลมดูดอากาศก็จะเริ่มทำงานรับช่วงเป่าความชุ่มชื้นให้กระจายไปทั่วห้อง ซึ่งระบบนี้เป็นที่ใช้อยู่แถวภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดตราดนั้น ซึ่งระบบนี้เดิมจะใช้การตั้ง Timer เพื่อเปิดเครื่องทำความชื้นและเปิดพัดลมเพื่อเป่าอากาศและกระจายความชื้นไปทั่วๆห้อง ซึ่งระบบนี้มีความจำเป็นต้องจัดลำดับงานการก่อนหลังของเครื่องเพิ่มความชื้นและพัดลม เนื่องด้วยเครื่องควบคุมความชื้นในสมัยก่อนไม่สามารถจัดลำดับการทำงานได้อย่าง VM80 ดังนั้น Timer จึงเข้ามารับหน้าที่เป็นตัวจัดลำดับในภารกิจให้

แต่ด้วยเทคโนโลยีของ VM80 แบบใหม่นี้ สามารถเพิ่มโปรแกรมหน่วงเวลาเข้ามา จึงทำให้สามารถนำเอาประโยชน์ของโปรแกรมหน่วงเวลานี้มาใช้เพื่อจัดลำดับการงานก่อนหลังของอุปกรณ์หลายอย่างได้

โดยให้ช่องสั่งการทั้ง AL1 ทำงานเพิ่มความชุ่มชื้นขึ้นไปจนถึงจุดที่ต้องการ เช่นว่า 85% Rh แล้วหยุด
พร้อมทั้งสั่งให้ AL2 ทำงานที่ 85 % Rh เพื่อเข้ารับช่วงการทำงาน แต่จะหน่วงกิจธุระของ AL2 ไว้

ดังนั้นเมื่อ AL1 เพิ่มความชื้นขึ้นไปจนถึง 85% Rh ช่องสั่ง AL1 หยุดการทำงานและตามปกติแล้ว AL2 สั่งการทำงานไปที่พัดลมต่อทันทีเมื่อความชื้นขึ้นมาอยู่ที่ 85% Rh ซึ่งในขณะนั้นละอองน้ำทำได้มีมากเต็มห้อง หรืออาจจะเป็นละอองน้ำที่ใหญ่เกินไปจนสามารถเป็นสื่อกระแสไฟฟ้าทำให้พัดลมเกิดการ Short ขึ้นมาได้ แต่ว่าด้วยโปรแกรมหน่วงเวลาที่เพิ่มเข้ามาใน VM80 จะสามารถยืดเวลาออกไปให้ละอองน้ำเม็ดใหญ่ได้มีเวลาพักระเหยตัวไปหมดจนไม่สามารถเป็นสื่อไฟฟ้าแล้ว และเมื่อครบตามเวลาที่ได้หน่วงเอาไว้ AL2 ก็จะค่อยสั่งเปิดพัดลม เพื่อกระจายความชุ่มชื้นไปอย่างถ้วนทั่วต่อไป

โปรแกรมผัดที่เพิ่มเข้ามาใน VM80 รุ่นใหม่นี้ เครื่องควบคุมความชื้นสามารถหน่วงหน้าที่เป็นหน่วยนาทีได้นานถึง 0-255 นาที หรือประมาณ 4ชั่วโมง 15นาที ดังนั้นเราสามารถดึงเอาความสามารถตรงนี้ออกมาใช้งานได้หลายหลากทวี และเหมาะสมกับสภาพอากาศที่แกว่งตัวไปมาอย่างรวดเร็ว ณ.จุดที่เครื่องจะต้องสั่งการเปิด-ปิดการทำงานของอุปกรณ์ เมื่ออุณหภูมิหรือความชื้นเริ่มเข้าใกล้จุดสั่งการของมิเตอร์นั้น ในช่วงแรกอุณหภูมิหรือความชื้นจะยังไม่มีเสถียรภาพมากเพียงพอ ซึ่งจะขึ้นๆลงๆ เกิดการแกว่งตัวที่จุดสั่งการอยู่สักระยะหนึ่ง จนอุณหภูมิ-ความชื้นมีเสถียรภาพมากพอ ก็จะสามารถก้าวข้ามจุดสั่งงานได้อย่างมั่นคง

ซึ่งการแกว่งตัวเครื่องควบคุมความชื้น ณ.จุดบัญชาของมิเตอร์นั้นจะทำให้อุปกรณ์ต่างๆ เปิดๆ ปิดๆ จนกว่าอุณหภูมิความชื้นจะมีความมั่นคงมากเพียงพอ (หรือมีค่ากว่า หรือน้อยกว่า) จุดที่สั่งงานอย่างคงทนแล้ว แต่ด้วยโปรแกรมผัดของ VM80 ในรุ่นใหม่ ได้เข้ามาอุดช่วงว่าง หรือข้อด้อยใน มิเตอร์รุ่นอื่นได้อย่างเหมาะสมเครื่องควบคุมความชื้นจนกว่าสภาพภูมิอากาศไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิไม่ก็ความชื้นจะก้าวข้ามจุดสั่งการไปอย่างถาวรจึงค่อยสั่งการเปิด-ปิดอุปกรณ์ต่างๆ โดยไปต้องเสี่ยงกับการเปิดๆๆ ปิดๆๆ จนทำให้เกิดความเสียหายกับอุปกรณ์ต่างๆได้

ตัวตรวจวัดอุณหภูมิ โดยใช้หลักการแปรเปลี่ยนค่าความต้านทาน

มาตรฐาน

ตัววัดอุณหภูมิด้วยความต้านทาน (RTD) หมายความว่า ตัวต้านทานชนิดที่มีความเร็วในการทำงานต่ออุณหภูมิ วัสดุความต้านทานที่ใช้ผลิต RTD ได้แก่ นิกเกิล ทองแดง พร้อมทั้งพลาตินัม (เป็นแบบที่ทันสมัย นิยมใช้งานและให้ค่าออกมาเที่ยงตรง) อีกสองแบบที่ยุคปัจจุบันไม่นิยมใช้งานคือ ทังสเตน และบัลโก แนวทางที่ผลิตมาใช้งานมอบกว้าง ๆ ได้ 3 แบบ ลงความว่า แบบกระเปาะแก้ว แบบโปรบ และแบบฟิล์มบาง RTD ใช้โลหะพลาตินัมที่ผลิตมาใช้งาน มีลักษณะสายตัวนำที่ต่อออกมาใช้งานเป็น 3 ชนิด คือ ชนิด 2 ขั้วต่อ ชนิด 3 ขั้วต่อ และชนิด 4 ขั้วต่อ การเลือกใช้งานแบบใดขึ้นอยู่กับฐานความเที่ยงตรงที่ต้องการ

กลุ่มของอาร์ทีดี (RTD)
1.แพลทินัม เป็นแบบที่แบบใช้มากที่สุด เขียนบอกไว้เป็น PT ได้แก่ PT-100 , PT-1000 ความชำนิชำนาญในการทำซ้ำสูง แต่ความไวต่ำ ราคาแพงมากเมื่อเปรียบเทียบนิกเกิลซึ่งมี ทักษะในการทำซ้ำน้อย แต่มีความไวมากกว่า พร้อมด้วยราคาถูกกว่า
2.ทองคำพร้อมทั้งเงิน ธาตุทั้งสองมีค่าความต้านทานจำเพาะต่ำ
3.ทังสเตนมีค่าความต้านทานเฉพาะสัมพัทธ์สูง มักใช้กับการวัดอุณหภูมิที่มีค่าสูง เพราะ หากใช้ที่อุณหภูมิปกติจะมีความเปราะกับยากต่อการใช้งาน
4.นิกเกิล ใช้กับย่านวัดอุณหภูมิสูงๆ มีความเป็นเชิงเส้นต่ำ ทำเอาเกิดค่าดริฟต์ กับเวลา ยิ่งไปกว่านี้ยังมีวัสดุชนิดอื่นๆ ที่ใช้ทำอาร์ทีดี ได้แก่ เหล็ก ฯลฯ

ความต้านทาน
1. ตัวตรวจจับอุณหภูมิด้วยความต้านทาน (Resistance Temperature Detectors: RTD) RTD ลงความว่า ตัวเซ็นเซอร์อุณหภูมิที่ใช้หลักการเปลี่ยนแปลงค่าความต้านทานของโลหะ ซึ่งค่าความต้านทานที่เปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะมีค่าเพิ่มตามอุณหภูมิ ความต้านทานของโลหะที่เพิ่มขึ้นนี้ เรียกว่า “สัมประสิทธิ์การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิแบบบวก”(Possitive Trmperature Coefficient ; PTC) การกำหนดนาไปใช้ในการวัดอุณหภูมิในช่วง -270 to 850 °C โลหะที่มีความต้านทานจาเพาะต่ามักจะถูกนามาใช้เป็นวัสดุ RTD โดยปกติ RTD สามารถแบ่งออกได้ตามวัสดุที่ใช้ทาดังถัดไป
2. แพลทินัม นิยมใช้งานมาก มีราคาแพงมากเมื่อเทียบกับโลหะนิกเกิล ซึ่งมี Sensitivity มาก และราคาถูกกว่า
3. ทังสเตน มีค่าความต้านทานจาเพาะสัมพันธ์สูง มักจะใช้กับการวัดอุณหภูมิที่มีค่าสูง ที่อุณหภูมิปกติจะมีความเปราะและยากต่อการใช้งาน
4. นิกเกิล ใช้กับย่านวัดอุณหภูมิสูงๆ มีความเป็นเชิงเส้นต่ำ นอกจากนี้ยังมีวัสดุโลหะชนิดอื่นๆ ที่ใช้ทาตัวเซ็นเซอร์อุณหภูมิ เยี่ยง เหล็ก ทองคาขาว ในการวัดอุณหภูมิด้วยอุปกรณ์ RTD ต้องใช้แหล่งจ่าย (current source) จากพาเหียร อาจทาให้เกิดความร้อนในอุปกรณ์ เนื่องจากเป็นตัวต้านทานตัวหนึ่ง (แต่กลับกลายไปตามอุณหภูมิ) จึงเกิดความร้อนซึ่งกลายเป็นพลังงานที่สูญเสียโดยตัวมันเองเป็นค่า I2R ทาให้เกิดความผิดในการวัดอุณหภูมิ

จุดแข็งของการใช้เซนเซอร์วัดอุณหภูมิแบบ RTD
– เสถียรภาพ (stable) และความเที่ยงตรงสูงมาก เมื่อเปรียบกับวิธีการวัดอุณหภูมิด้วยเซนเซอร์อื่นๆ
– มีความเป็นเชิงเส้น (linear) มากกว่า เซนเซอร์ชนิด thermocouples
จุดบกพร่องของการใช้เซนเซอร์วัดอุณหภูมิแบบ RTD
– เป็นเงินเป็นทองแพงกว่า thermistors และ thermocouples
– เห็นแก่ตัวแหล่งจ่ายกระแสไฟฟ้า เนื่องจากที่ RTD ไม่สามารถกาเนิดพลังได้เหมือนกับเทอร์โมคัปเปิล จึงทาให้กระแสไหลผ่านพร้อมกับเกิด self heating ดังนั้นจึงต้องลดแรงเคลื่อนที่แหล่งจ่ายให้ต่าสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในการวัดอุณหภูมิโดยใช้ RTD
– ต้องมีการซีลด์สายและเดินสายบิดเกลียวเพื่อรักษาสัญญาณรบกวน
– RTD มีความเปราะบาง จึงต้องป้องกันกับระวังการใช้งาน
– RTD ชนิดแพลทินัม มีย่านการวัดอุณหภูมิ –200 ~ 650 C
5. ตัวต้านทานแปรค่าตามอุณหภูมิ (Thermistor) Thermistor คือว่า ตัวเซ็นเซอร์อุณหภูมิที่ใช้หลักการแปรค่าความต้านทานตามอุณหภูมิเช่นเดียวกัน แต่จะสร้างโดยวัสดุสารกึ่งตัวนา ซึ่งมีทั้งแบบความต้านทานเพิ่มตามอุณหภูมิ (Positive temperature coefficient) พร้อมทั้งแบบความต้านทานลดเมื่ออุณหภูมิผนวก (Negative temperature coefficient) แต่การใช้งานเซนเซอร์ประเภทนี้มักใช้ในช่วงอุณหภูมิต่ำ

การใช้เครื่องตรวจวัดความร้อน และเครื่องมือที่ใช้ในการตรวจวัดเดโช

มาตรฐาน

เทอร์โมมิเตอร์กระเปาะแห้ง (Dry – Bulb thermometer) มี เทอร์โมมิเตอร์ที่จุด้วยปรอท ที่มีสเกลอ่านละเอียดได้อย่างน้อย 0.5 องศาเซลเซียส ที่ผ่านการสอบเทียบธรรมและได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ และเลือกช่วงของอุณหภูมิที่วัดได้ให้พอเหมาะพอควรกับอุณหภูมิที่จะใช้งาน ควรอยู่ในช่วง –5 องศาเซลเซียส ถึง 50 องศาเซลเซียส และมีความถูกต้อง + 0.5 องศา เซลเซียส
– เทอร์โมมิเตอร์กระเปาะเปียก (Natural – wet – bulb thermometer) โดยใช้เทอร์โมมิเตอร์ชนิดที่เป็นแบบ liquid-in-glass แบบจุ่มบางส่วน (partial immersion) ที่มีการปรับเทียบเกณฑ์และวัดอุณหภูมิได้ในช่วง -5O องศาเซลเซียส ถึง 50 O องศาเซลเซียส และมีความเที่ยง + 0.5 องศาเซลเซียส ใช้ไส้ตะเกียงหรือผ้าก๊าซที่เปียกชื้นหุ้มกระเปาะของเทอร์โมมิเตอร์ไว้ การวัดค่าอุณหภูมิกระเปาะเปียกที่ตรงเป๊ะต้องใช้ผ้าที่สะอาด น้ำกลั่น และมีการปิดบังการแผ่รังสีความร้อน
– โกลบเทอร์โมมิเตอร์ (Globe thermometer) สำหรับวัดการแผ่รังสีความร้อนจากการทำงาน มีลูกทองแดง ทรงกลมกลวง เส้นผ่านศูนย์กลาง 15 เซนติเมตร ด้านนอกทาสีดำด้านเพื่อซึมซับรังสีอินฟาเรด มีเทอร์โมมิเตอร์แบบปรอทเสียบอยู่โดยให้ปลายกระเปาะอยู่ตรงชุมทางของทรงกลม
– ขาตั้ง สำหรับเข้าประจำที่พร้อมทั้งยึดอุปกรณ์ทั้ง 3 ข้างต้น

แนวทางวัด
1. ติดตั้งเทอร์โมมิเตอร์ทั้ง 3 ชนิด ให้ตั้งฉากกับพื้นราบและอยู่ในระนาบเดียวกัน พร้อมทั้งในระดับความสูงเดียวกัน ตามรูป
2. ปิดบังกระเปาะแห้งให้พ้นจากความร้อนจากดวงอาทิตย์ และพื้นผิวที่แผ่รังสีเดโชออกมาได้
3. ผ้าก๊อซที่ใช้หุ้มกระเปาะเปียกจะต้องพ้นให้เลยกระเปาะของเทอร์โมมิเตอร์ขึ้นมาใกล้เคียง 1 เท่าของความยาวกระเปาะ จะต้องเปียกทุกเวลา อย่างน้อยครึ่งชั่วโมงก่อนที่จะอ่านค่าอุณหภูมิปลายผ้าก๊อซต้องจุ่มลงในน้ำตลอดเวลา อาจต้องใช้วิธีการฉีดน้ำโดยตรงไปที่ผ้าก๊อซเพื่อให้ผ้าเปียกชื้นตลอดโดยตลอด การหุ้มผ้าก๊อซที่กระเปาะเทอร์โมมิเตอร์ ควรหุ้มให้สูงเลยกระเปาะขึ้นไปเท่ากับความยาวของกระเปาะ ผ้าก๊อซที่ใช้ควรเป็นผ้าใหม่ทุกครั้งด้วยกันควรซักก่อนนำมาใช้
4. ตั้งเทอร์โมมิเตอร์โกลบไว้อย่างน้อย 25 นาที ก่อนจะอ่านค่าเพื่อให้เกิดทัดเทียมระหว่างความร้อนจากการแผ่รังสีและการพาเดโช
5. ขาตั้งที่ใช้แขวนเทอร์โมมิเตอร์ทั้ง 3 อัน ต้องไม่กีดขวางการไหลเวียนของอากาศรอบ ๆ กระเปาะ และเงาต้องไม่บังเทอร์โมมิเตอร์กระเปาะเปียกด้วยกันโกลบเทอร์โมมิเตอร์

วัสดุกลุ่มที่ให้ข้อมูลภูมิศาสตร์ เหมือนกับ แบบแผนผัง ลูกโลก ประกาศสถิติ แผนภาพ

มาตรฐาน

กลุ่มที่ใช้หาข้อมูลทางภูมิศาสตร์ เช่น เข็มทิศ เครื่องวัดระยะทางในแบบแปลน เครื่องมือวัดพื้นที่ กล้องสามมิติ บารอมิเตอร์ เทอร์โมมิเตอร์ ไซโครมิเตอร์ ไฮโกรมิเตอร์ มาตรวัดลม มาตรวัดน้ำฝน
เครื่องมือเหล่านี้เราควรนำมาเล่าเรียนให้เข้าใจ และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาวิชาภูมิศาสตร์
ไฮโกรมิเตอร์ (hygrometer) เป็นอุปกรณ์วัดความชื้นอากาศแบบต่อเนื่องที่นิยมใช้กันมาก วัสดุอุปกรณ์ที่สำคัญคือ เส้นผม ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงตามปริมาณความชื้นในอากาศ ถ้าความชื้นน้อยจะทำให้เส้นผมหดตัวสั้นลง ความชื้นมากเส้นผลจะพองตัวยาวขึ้น การยืดหดตัวของเส้นผมจะส่งผลไปยังคันกระเดื่องซึ่งเป็นกลไกที่ต่อกับแขนปากกา ทำให้ปากกาที่อยู่ปลายแขนขีดไปบนกระดาษกราฟบอกความชื้นสัมพัทธ์สม่ำเสมอกันไป เครื่องไฮโกรมิเตอร์นี้อาจนำไปรวมกับเทอร์โมมิเตอร์ เรียกว่า เทอร์โมไฮโกรมิเตอร์

การวัดความชื้นในบรรยากาศ
การวัดความชื้นในบรรยากาศ เราจะวัดเป็นความชื้นสัมพัทธ์ด้วยเครื่องมือที่มีชื่อเรียกว่า ไฮโกรมิเตอร์ (hygrometer) ไฮโกรมิเตอร์แบ่งเป็นหลายอย่าง
1. ไฮโกรมิเตอร์แบบกระเปาะเปียกกระเปาะแห้ง จะมีเทอร์มอมิเตอร์ 2 อัน โดยอันหนึ่งวัดอุณหภูมิตามเคย อีกอันหนึ่งวัดอุณหภูมิในลักษณะที่เอาผ้ามาหุ้มกระเปาะ โดยให้ผ้าเปียกน้ำอยู่ทุกขณะเพื่อให้มีการระเหยของน้ำจากผ้า ทำให้ได้อุณหภูมิต่ำกว่า ต่อจากนั้นนำเอาอุณหภูมิไปใช้หาค่าความชื้นสัมพัทธ์ จากค่าความต่างของระดับอุณหภูมิของเทอร์มอมิเตอร์ทั้งสองโดยการอ่านค่าจากตารางสำเร็จรูป

การหาค่าความชื้นเกี่ยวเนื่องจากไฮโกรมิเตอร์แบบกระเปาะเปียกและกระเปาะแห้ง เช่น ถ้าอุณหภูมิจากเทอร์มอมิเตอร์กระเปาะแห้งอ่านได้ 37 ํC ด้วยกันอุณหภูมิของเทอร์มอมิเตอร์กระเปาะเปียกอ่านได้ 278 ํC จะหาค่าความชื้นสัมพัทธ์ได้เท่าไร

วิธีทำ
1.1. หาผลต่างของค่าอุณหภูมิของทั้งสองเทอร์มอมิเตอร์ได้พอกับ 37 ํC-27 ํC = 10 ํC
1.2. ดูค่าผลต่างเทียบกับที่คุมขัง
1.3. อ่านค่าของเทอร์มอมิเตอร์กระเปาะแห้งที่ 35-39 ํC
1.4. อ่านค่าความต่าง
1.5. จากข้อ 3 พร้อมกับข้อ 4 ขีดตั้งฉากเข้าหากัน จุดตัดคือค่าความชื้นสัมพัทธ์พอๆ กัน 46 ํC

2. ไซโครมิเตอร์ (psychrometer) เป็น ไฮโกรมิเตอร์แบบกระเปาะแห้งและกระเปาะเปียกที่ติดตั้งอยู่บนแผงเป็นคู่ๆ แผงแกว่งไปมาได้ เพื่อให้เกิดการระเหยของน้ำที่กระเปาะเปียกทำให้การสำรวจทำได้เที่ยงตรงทวี
3. ไฮโกรมิเตอร์แบบเส้นผม (hair hygrometer) ทำจากโภคทรัพย์ของเส้นผมที่ขึ้นอยู่กับความชื้น ถ้ามีความชื้นมากเส้นผมจะยืดตัวออกไป ถ้ามีความชื้นน้อยเส้นผมจะหดตัว
4. ไฮโกรกราฟ (hygrograph) จะเป็นไฮโกรมิเตอร์แบบเส้นผมที่มีการบันทึกค่าความชื้นต่อเนื่องกันด้วยกราฟลงบนกระดาษ

มานแรงดัน และวัตถุวัดแรงดันของของไหลที่นิยมใช้กันมี 2 ตระกูลเหตุฉะนี้

มาตรฐาน

Manometerเป็นเครื่องวัดที่ใช้แนวนโยบายสมดุลของลำของเหลวที่ต้องการวัดความดันกับลำของของเหลวอย่างเดียวกัน ไม่ใช่หรือต่างชนิดกัน มอบเป็น
1.1 นอมิเตอร์อย่างง่าย มีหลอดแก้วปลายเปิด 2 ด้าน ปลายข้างหนึ่งต่อเข้ากับจุดที่ต้องการวัดแรงดัน ปลายอีกด้านหนึ่งเปิดสู่บรรยากาศ แจกเป็น 2 ชนิด คือ ไพโซมิเตอร์ แมนอมิเตอร์โครงสร้างหลอดแก้วรูปตัวยู

Manometer เป็นวัสดุง่ายๆ ที่ใช้วัดความดันของของไหล มีหลอดแก้วยาวที่มีปลายข้างหนึ่งติดตั้งเข้ากับผนังท่อหรือภาชนะที่ต้องการวัดความดันของของไหล ปลายอีกด้านจะชี้ขึ้นด้านบนด้วยความยาวใกล้เคียงที่ของไหลในท่อจะไม่ล้นออกมา ระดับความสูงของของเหลวในหลอดจะบอกถึงความดัน

เนื่องจากเมื่อใช้ไพโซมิเตอร์วัดความดันของของไหลที่มีน้ำหนักเบา จะต้องใช้หลอดแก้วขนาดยาวมากทำให้ไม่สะดวกและยุ่งยากในการวัด อีกทั้งยังใช้วัดความดันของแก๊สไม่ได้ แก๊สจะขจรสู่บรรยากาศ จึงต้องเปลี่ยนมาใช้แมนอมิเตอร์แบบหลอดแก้วรูปตัวยู ปลายข้างหนึ่งต่อเข้ากับจุดที่ต้อ การวัด ปลายอีกด้านเปิดสู่บรรยากาศ ภายในหลอดแก้วบรรจุของเหลวที่มีความถ่งจำเพาะมากกว่าของเหลวที่ต้องการวัด ของเหลวที่นิยมใช้ หมายความว่า ปรอท น้ำมัน น้ำเกลือ เป็นอาทิ ของเหลวนี้จะเป็นตัวบ่งบอกความดันของของไหลภายในท่อหรือภาชนะที่ต้องการวัด ซึ่งจะอ่านเป็นค่าระดับความสูงของของเหลวภายในหลอดแก้วพร้อมด้วยความสูงของของไหลที่ต้องการวัด แล้วนำมาเข้าสมการเพื่อคำนวณความดันในของไหลถัดจากนั้น

Manometer ชนิดปลายปิดก็สามารถใช้วัดแรงดันของแก๊สได้เหมือนกัน โดยลำความสูงของปรอทที่แตกต่างกันของท่อทั้งสอง (h) เป็นความดันของแก๊สโดยตรง

Manometer แบบวัดความต่าง แมนอมิเตอร์แบบความเหลื่อมล้ำมักจะใช้วัดความดันต่างระหว่าง 2 จุด แผนการคำนวณใช้หลักการคำนวณเหมือนแมนอมิเตอร์แบบหลอดแก้วรูปตัวยู โดยพิจารณาที่ตำแหน่งระดับความลึกของของเหลวชนิดเดียวกันที่ตำแหน่งนี้จะมีความดันเท่า

Manometer แบบเอียง ในการวัดแรงดันของของไหลที่มีความดันไม่เท่าไหร่ ถ้าใช้แมนอมิเตอร์ธรรมดาวัดจะอ่านค่าได้ไม่ละเอียด จึงต้องมาใช้แมนอมิเตอร์ที่สามารถอ่านค่าได้แม้ว่าแรงดันจะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยก็ตาม แมนอมิเตอร์ที่นิยมใช้ก็คือ แมนอมิเตอร์แบบเอียง ค่าความเหลื่อมล้ำที่วัดได้จะวัดออกมาเป็นความยาวของของเหลวภายในหลอดแก้ว แล้วนำมาคำนวณค่าความดันที่แตกต่างกันถัดจาก

เครื่องไม้เครื่องมือวัดความชื้นของอากาศคืออย่างไรกันค่ะ

มาตรฐาน

เครื่องวัดความชื้นในอากาศ เราเรียกว่า ไฮโกรมิเตอร์ มีหลายแบบ เช่น ไฮโกรมิเตอร์แบบเก็จเปียกและกระเปาะแห้ง ไฮโกรมิเตอร์ชนิดเส้นผมเป็นต้น ( โดยนิยมวัดเป็นค่าความชื้นสัมพันธ์)
ไฮโกรมิเตอร์แบบเก็จเปียกและกระเปาะแห้ง เครื่องวัดความชื้น อาศัยแนวทางว่า การระเหยของน้ำจะดูดความร้อนไปด้วย และการระเหยของน้ำจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความชื้นในอากาศในเวลานั้น เครื่องมือประกอบด้วยเทอร์มอมิเตอร์ 2 อัน ให้กระเปาะของอันหนึ่งหุ้มด้วยผ้าและปลายผ้าจุ่มอยู่ในแก้วใส่น้ำเพื่อให้ผ้าเปียกอยู่เป็นนิสัย เทอร์มอมิเตอร์อันเปียกจะเย็นกว่าเทอร์มอเครื่องวัดอันแห้ง ค่าผลต่างของอุณหภูมิของเทอร์มอมิเตอร์ทั้งสองสามารถนำไปเปรียบเทียบอ่านค่าความชื้รสัมพันธ์จากตารางได้

ความกระทบกระเทือนของอุณหภูมิที่มีผลต่อความแม่นยำในเครื่องวัดความชื้นเมล็ดพืช
เนื่องจากว่าเครื่องที่วัดหาค่าปริมาณความชื้นของเมล็ดพืชได้โดยอ้อมนั้นมักใช้การวัดคุณสมบัติทางไฟฟ้าของเมล็ดพืชนั้นๆมาเทียบกับค่าความชื้นที่ควรวัดได้ โดยปกติแล้วสรรพคุณทางไฟฟ้าของวัสดุหรือเมล็ดพืชนั้นจะเปลี่ยนไปตามอุณหภูมิที่เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะอาศัยคุณสมบัติทางไฟฟ้าใดๆของเมล็ดนั้นก็ตาม เช่น ถ้าอุณหภูมิของเมล็ดสูงขึ้นจะทำให้เมล็ดพืชนั้นมีความนำไฟฟ้าสูงขึ้นหรือมีความต้านทานต่ำลง และมีค่าไดอิเล็กตริกสูงขึ้นเช่นกัน ครั้นแล้วเครื่องวัดความชื้นที่ดีจะต้องมีส่วนที่ทำหน้าแทนคุณค่าความชื้นที่อ่านได้อันเนื่องจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปด้วยอุณหภูมิ

ผลกระทบกระเทือนของชนิดพืชที่มีผลต่อความเที่ยงตรงในเครื่องวัดความชื้น
การวัดหาค่าปริมาณความชื้นของเมล็ดพืชได้โดยอ้อมโดยการวัดความต้านทานไฟฟ้าและปริมาตรไฟฟ้านั้น โดยข้อเท็จจริงแล้วการที่พืชต่างชนิดกันมีค่าความชุ่มชื้นจริงเท่ากันนั้นไม่ได้หมายความว่าค่าความจุไฟฟ้าไม่ก็ค่าความต้านทานของพืชทั้งสองชนิดนั้นจะมีค่าเท่ากัน แม้แต่พืชที่เป็นชนิดเดียวกันแต่ปลูกต่างที่หรือต่างฤดูก็อาจจะให้ค่าความจุไฟฟ้าหรือค่าความต้านทานแตกต่างได้ที่ค่าความชื้นจริงเท่ากัน ฉันนั้นการวัดความชื้นจากเครื่องวัดความชื้นที่หาปริมาณความชื้นของเมล็ดพืชได้โดยอ้อมโดยอาศัยหลักสองอย่างนี้นั้นจะเป็นส่วนแบ่งเฉลี่ย ซึ่งพืชบางปีจะวัดได้มากหรือว่าบางปีก็อาจวัดได้น้อยกว่าเป็นจริง ยิ่งที่เครื่องวัดถูกปรับเทียบโดยพืชต่างประเทศแล้วจะให้ผลที่พลาดพลั้งมากกว่าเครื่องวัดที่ปรับเทียบโดยพืชในพื้นที่นั้นๆด้วย